ระวังนะ!!น้ำร้อนจี๋หรือเปล่า? ปลาตายทันทีเลยนะ

“ทุกวันนี้อากาศในประเทศไทยมันร้อนขึ้นทุกวันๆไม่ว่าจะฤดูร้อน ฤดูฝน หรือฤดูหนาว ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ๆ ก็รู้สึกว่าจริง ๆประเทศไทยเหลือฤดูร้อนแค่ฤดูเดียวเท่านั้น เพราะมันร้อนจนตัวแทบจะละลายสลายหายไปในอากาศได้”



เมื่อพูดถึงอากาศร้อนก็ทำให้นึกถึงสำนวนเกี่ยวกับน้ำและปลาที่ว่า น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย   แต่ในความจริงนั้น น้ำร้อนปลาก็ตายเช่นกัน แล้วยิ่งอากาศร้อนขึ้นทุกวันส่งผลให้น้ำที่เลี้ยงปลามีอุณหภูมิสูง ก่อให้เกิดผลเสียให้ปลาของเพื่อนๆน็อกน้ำร้อนตายได้



ปลาน็อกน้ำเกิดจากอะไร?
การน็อกน้ำของปลาเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อสภาพแวดล้อมของปลาเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ในที่นี่หมายถึงน้ำที่ปลาใช้อยู่เพื่อดำรงชีวิต หากคุณภาพน้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-ด่าง(pH) ค่าความกระด้าง ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ(DO) ค่าแอมโมเนีย ความขุ่น ความโปร่งใส ฯลฯ ค่าคุณภาพน้ำต่างๆล้วนสัมพันธ์กัน  หากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิตของปลา ปลาปรับสภาพไม่ทัน ส่งผลให้ปลาตกใจหรือเกิดอาการShock ตายในที่สุด

เกิดอะไรขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงขึ้น?
ในช่วงเวลาที่อากาศร้อน คลื่นพลังงานความร้อน(UV)จากดวงอาทิตย์ มากระทบกับน้ำจนทำให้น้ำมีอุณหภูมิเปลี่ยนไปเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิของน้ำที่สูงนี้มีผลกระทบในทางลบต่อปลาจนตายได้ จึงอยากมาเตือนให้ทุกท่าน ได้โปรดระมัดระวังกันไว้



เกิดผลกระทบอะไรได้บ้าง?
-เวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำให้ปลา บางท่านจะเปิดน้ำจากก๊อกใส่ลงตู้ปลา ตามด้วยปลาที่เลี้ยงใส่ลงตู้ที่เตรียมไว้ หรือระหว่างเลี้ยง ไม่ได้ตรวจดูสภาพน้ำว่าน้ำมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับปลาหรือไม่ ซึ่งอุณหภุมิที่สูงส่งผลเสียต่อปลาที่ท่านเลี้ยงได้ จริงอยู่ที่ว่าการใส่Tantanicลงไปหลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำ จะช่วยปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับปลาได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ เพียงแค่เปิดก๊อกน้ำในบ้าน เราโดนน้ำทีน้ำร้อนจี๋จนแทบสะดุ้ง ส่วนปลาที่เราเลี้ยงไว้คงไม่แค่สะดุ้งแบบเรา แต่ถึงตายได้เลยทีเดียว ในเรื่องของอุณหภูมิน้ำเป็นเรื่องของคุณภาพน้ำที่ควรใส่ใจในระหว่างการเลี้ยงปลาเพราะการที่น้ำมีอุณหภูมิสูง ส่งผลให้ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อยลง เมื่อในน้ำมีออกซิเจนต่ำจนแทบไม่มี ปลาก็จะขาดอากาศหายใจตาย หรือเพียงแค่โดนน้ำที่ร้อนจี๋ก็ยังไมทันขาดอากาศ แต่โดนลวกตายไปซะก่อน
-ในอุณหภูมิน้ำที่สูง หากมีสารอินทรีย์จำพวก สิ่งปฏิกูล เศษอาหาร เศษฝุ่น เป็นต้น ถ้าปล่อยให้น้ำมีการสะสมของสารอินทรีย์ต่างๆจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ของกลุ่มแบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจน (nitrifying bacteria)  พวกมันจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยดึงออกซิเจนไปใช้ย่อยสลายสารอินทรีย์เป็นแอมโมเนียที่เป็นพิษ จะมีความเป็นกรด(pHต่ำ) จะทำให้การใช้ออกซิเจนของเนื้อเยื่อสูงขึ้น โดยจะไปขัดขวางการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนจากเหงือกสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เหงือกเกิดความเสียหายรวมถึงเยื่อบุต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างเมือกปกคลุมตัว และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ถ้ามีมากจะออกฤทธิ์ทำให้กัดบริเวณผิวหนังของปลาจนเกิดแผลหลุม จุดแดง เป็นจ้ำ มีตุ่มน้ำเหลือง และเป็นโรคผิวหนังต่างๆ ซึ่งแผลเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ตัวปลาได้ง่าย มีผลทำให้สัตว์น้ำนั้นอ่อนแอ ป่วย และตายไปในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลอาการน็อกตายของปลายังขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ที่มีถิ่นกำเนิด สภาพแวดล้อม การกินอาหาร ที่แตกต่างกัน และมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน  อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกๆท่านลองสังเกตปลาที่ตัวเองเลี้ยงดูว่าเป็นชนิดไหน  การกินอาหารเป็นอย่างไร  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับปลา เป็นต้น ก็จะช่วยให้ปลาของเพื่อนๆมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และยืดอายุขัยของปลาให้อยู่กับเพื่อนๆไปอีกนาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆทุกท่าน ที่อาจมีความเข้าใจแบบผิดๆหรือรู้ไม่เท่าถึงการณ์ ได้หันมาใส่ใจปลาที่ท่านเลี้ยงกันมากขึ้นนะคะ ขอฝากติดตามบทความต่อๆไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

5






View all ...